ผู้หญิงแต่งบ้าน
DIY ทำเองได้ง่ายจัง รีวิวสินค้า/บริการที่เคยใช้

รีวิว : วิธีกำจัดเชื้อรา และ ทาสีกำแพงบ้านด้วยตัวเอง

สวัสดีค่า วันนี้จะมารีวิวการทำความสะอาดกำแพงบ้าน และทาสีกำแพงบ้านด้วยตัวเองค่ะ

แต่ก่อนอื่นเราอยากจะบอกก่อนว่า มันไม่ใช่ทาสีไปเฉยๆ แล้วจบ เพราะกำแพงบ้านของเรามีปัญหาตะไคร่น้ำและเชื้อรา

อันที่จริงตอนแรกเราเองก็ไม่รู้หรอกค่ะ ว่ามันจะมีหลายขั้นตอนแบบนี้ เพราะตอนแรกก็กะว่าจะเอาน้ำฉีดล้างกำแพงแล้วก็ทาสีทับไปเลย

แต่พอได้ไปคุยกับพนักงานที่แผนกสี เค้าแนะนำเรื่องการกำจัดเชื้อราและป้องกันเชื้อราด้วย เพราะกำแพงของเราไม่ได้มีการฉาบหน้าด้วยปูน

และฝั่งกำแพงบ้านที่อยูติดกัน ก็ดูเหมือนว่าจะไม่ได้มีการป้องกันอะไรด้วย ความชื้นเลยจะมากกว่าปกติ เค้าเลยแนะนำแบบนี้ค่ะ

(เราถ่ายรูปกำแพงบ้านเราไปให้เค้าดูด้วย)

ตอนนั้นเราถึงได้รู้ว่ารายละเอียดมันเยอะกว่าที่คิด เราเลยคิดว่าน่าจะเอามารีวิวให้ชมกันค่ะ เผื่อมีคนที่ไม่เคยรู้มาก่อนแบบเรา

เราจะเล่ากระบวนการคร่าวๆ ให้ฟังก่อนนะคะ

  1. ทำความสะอาดกำแพงให้สะอาด ถ้ามีเครื่องฉีดน้ำแรงดันสูงจะดีมากค่ะ ถ้าไม่มีก็ต้องขัดเอาคราบสกปรกออกค่ะ
  2. ทาน้ำยาฆ่าเชื้อรา ตะไคร่น้ำ (ถ้าที่บ้านใครไม่มีปัญหานี้ก็ข้ามไปค่ะ)
  3. ทาสีรองพื้น
  4. ทาสีจริง 2 รอบ

มาเริ่มดูรูปกันเลยค่ะ อันนี้เป็นรูปเดียวกันกับที่เราให้พนักงานดูค่ะ

ส่วนหน้าบ้าน

ส่วนข้างบ้าน

ส่วนหลังบ้าน

จะเห็นได้ว่าส่วนของหลังบ้านและข้างบ้าน จะมีปัญหาเรื่องของความชื้น เชื้อรา หลายจุดเลยล่ะค่ะ

มาดูขั้นตอนแรกกันค่ะ ขั้นตอนแรกเลยก็คือทำความสะอาดค่ะ ของเราโชคดีที่น้องแถวบ้านมีเครื่องฉีดน้ำแรงดันสูง เราก็เลยขอยืมเค้ามาใช้ค่ะ ช่วยทุ่นแรงไปมากๆ

คราบจะหลุดออกมาแบบนี้เลย

อันนี้ทำให้ดูว่าเครื่องฉีดน้ำนี่มันดีจริงๆ ใช้แล้วฟินมากเลยค่ะ ^_^

หลังจากล้างกำแพงเสร็จแล้วก็จะได้ประมาณนี้ค่ะ

หมายเหตุ : หลังจากฉีดน้ำทำความสะอาดกำแพงแล้ว เราต้องทิ้งกำแพงไว้ให้แห้งก่อนอย่างน้อย 24 ชั่วโมงถึงจะทำขั้นตอนต่อไปได้ค่ะ แต่ของเราโชคร้ายมาก ฝนตกต่อเนื่อง รัวๆ ไป 3 วัน เลยต้องรอนานหน่อยค่ะ T_T

หลังจากที่แน่ใจว่ากำแพงแห้งดีแล้ว เราก็มาลงน้ำยาฆ่าเชื้อรากันค่ะ โดยเราใช้ตัวนี้ของ TOA

ตัวนี้พนักงานบอกว่าใช้สำหรับฆ่าเชื้อราและตะไคร่น้ำ และป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นใหม่อีก ให้เอาไปทาตรงจุดที่มีปัญหาเท่านั้น ไม่ต้องทาทั้งผนังค่ะ

วิธีใช้คือเอาไปทาได้เลย ไม่ต้องผสมอะไรอีก จะใช้แปรงหรือลูกกลิ้งก็ได้ แล้วแต่ถนัด เราเป็นคนไม่ชอบใช้ลูกกลิ้งค่ะ เลยใช้แปรง แต่บังเอิญว่าแปรงที่มีมันเล็กไปหน่อย

ถ้าใครจะใช้แปรง ให้ใช้อันที่ใหญ่กว่านี้ค่ะ อันนี้เล็กมาก ใช้เวลาทานานมากกกกก

หมายเหตุ : ตัวนี้มีกลิ่นนะคะ แต่ไม่มาก เค้าเขียนข้างขวดไว้แหล่ะว่าสูตรน้ำ กลิ่นอ่อน ตอนแรกก็กล้าๆ กลัวๆ เหมือนกัน เพราะเราเป็นไมเกรน คุณหมอบอกว่าตัวกระตุ้นให้เกิดอาการคือกลิ่นสารเคมี แต่หลังจากทาก็ปกติดีค่ะ

(ที่กล้าๆ กลัวๆ ก็เพราะว่าเคยใช้ไฮเตอร์ทำความสะอาดห้องน้ำแล้วปวดหัวหนักมาก นานหลายชั่วโมง ไปหาหมอ หมอบอกว่าเป็นไมเกรนค่ะ สาเหตุมาจากกลิ่นสารเคมี)

เวลาทาก็ทาแบบชุ่มๆ ไปเลยค่ะ ไม่ต้องเสียดาย ยิ่งกำแพงของเราเป็นอิฐบล๊อค มีรูพรุนเยอะ เรายิ่งต้องทาเยอะๆ ให้ซึมเข้าไปในรูด้วยค่ะ

หลังจากทาเสร็จแล้ว ให้ทิ้งไว้ 24 ชั่วโมงก่อนทาสีรองพื้นค่ะ และแน่นอนว่าของเราฝนตกไปอีก 2-3 วัน ก็รอนานเข้าไปอีกค่ะ

ชั้นตอนต่อไปคือทาสีรองพื้นค่ะ เราเลือกมาเป็นตัวในรูปนี้ค่ะ แล้วพออ่านฉลาก พอดีว่าสีตัวนี้เค้าบอกว่าเหมาะสำหรับผิวที่มีความชื้น ทาหลังฝนตกได้เลย เราก็เลยไม่ได้รอให้กำแพงแห้งสนิทมาก

จับดูว่าพอแห้งก็รีบทาเลย เพราะไม่รู้ว่าฝนจะตกมาอีกมั้ย ตัวนี้ต้องผสมกับทินเนอร์ก่อนค่ะ สัดส่วนในการผสมก็ดูได้ที่ข้างถังเลย แต่เราผสมตามที่เราคิดว่าโอเคค่ะ

ตัวรองพื้นนี่เราไม่กล้าทาเอง ให้สามีกับน้องๆ ช่วยกันทาค่ะ กลัวไมเกรนขึ้นเพราะกลิ่นทินเนอร์

เริ่มทาสีรองพื้นค่ะ

ทาเสร็จแล้วจะเป็นประมาณนี้ สังเกตว่า 2 แถวบนของเรามันจะไม่ค่อยขาวเท่าไหร่ เพราะว่ารูพรุนมันเยอะมาก แถมตอนทาเสร็จไม่ถึงชั่วโมง ฝนก็ตกลงมาอี๊ก

แล้วสีเราก็หมดแล้วด้วย ก็ต้องหยวนๆ ไป ฮื่อออ T_T

หลังจากทารองพื้นเสร็จแล้วซัก 2-3 ชั่วโมงก็สามารถทาสีจริงทับได้เลยค่ะ แต่ของเราอย่างที่บอกไปคือฝนตกหลังทาเสร็จ เราเลยมาทาสีจริงในวันรุ่งขึ้นค่ะ

สีจริงที่เราเอามาทาทับหน้าจะเป็นตัวนี้ค่ะ อันนี้น้องที่มาช่วยทาเค้าบอกว่าขี้เกียจผสมบ่อยๆ เลยขอผสมในถังเลยก็แล้วกัน

สีตัวนี้ต้องผสมน้ำก่อนใช้ค่ะ สัดส่วนก็สามารถดูได้ข้างถัง แต่ของเราเช่นเคย คือผสมตามใจคนทาค่ะ

เราซื้อมาทั้งหมด 4 กระป๋องค่ะ

พอดีว่าเราลืมถ่ายช่วงที่ทาสีจริงๆ ไว้อ่ะค่ะ ต้องขอโทษด้วยค่ะ พอดีมือเลอะ + รีบๆ ช่วยกันทากลัวไม่ทันฝนตกอีก ก็เลยไม่ได้ถ่ายเอาไว้ค่ะ

มาดูผลงานตอนเสร็จกันเลยก็แล้วกันนะคะ

ในส่วนของหลังบ้านคือรูพรุนเยอะมาก และรูใหญ่ด้วย จึงทาออกมาได้เท่าที่เห็นค่ะ แต่สำหรับเราก็คือพอใจมากแล้ว เพราะแพลนเอาไว้ว่าจะเอาต้นไม้มาลงตามแนวกำแพงค่ะ

ตรงนี้ก็เช่นกัน จะเอาต้นไม้มาลง และประเด็นคือสีหมดด้วยค่ะ แล้วก็งก ไม่อยากซื้อมาเพิ่มแล้ว อิอิ

มาดูภาพ Before / After กันค่ะ

ก็ประมาณนี้ค่ะ เราสรุปให้นะคะว่าเราใช้สินค้าตัวไหนไปบ้าง

TOA 113 MICROKILL – สำหรับฆ่าเชื้อราและตะไคร่น้ำอย่างลึกลงถึงราก

TOA Extra WET Primer – สีรองพื้น

TOA ทินเนอร์ – สำหรับผสมสีรองพื้น

TOA Shield – 1 Nano – สีจริง อันนี้เค้าบอกว่าป้องกันคราบด้วย ใช้ได้ทั้งภายในภายนอกค่ะ

ครั้งนี้เราเลือกเป็น TOA ทั้งหมด ถึงแม้จะราคาสูงกว่ายี่ห้ออื่น แต่เรายอมค่ะ

เพราะอะไรรู้มั้ยคะ เราเคยซื้อสีแบบเน้นไปที่ราคาไม่แพงมากมาทา ล่าสุดที่สตูดิโอเราค่ะ

ปรากฎว่าสีไม่ขึ้นเลยค่ะ ตอนนั้นช่างเป็นคนทาให้ เราก็ว่าทำไมสองทุ่มแล้วยังไม่เสร็จงานซะที

เราเลยโทรไปหาเค้า เค้าบอกว่า “สีมันทาไม่ขึ้นเลยครับ ผมทามา 3 รอบแล้ว กำลังจะทารอบที่ 4” o_O!

เพราะฉะนั้นคราวนี้เราทาเอง เราต้องการประหยัดเวลา และช่างก็แนะนำว่าให้ใช้ TOA เราก็เลยจัดตามนั้นค่ะ

แล้วก็เป็นจริงตามนั้นค่ะ ทาแล้วขึ้นจริงๆ ตั้งแต่รอบแรกเลย ก็ประหยัดเวลาไปได้เยอะค่ะ

นี่ไม่ได้ค่าโฆษณานะคะ เหตุการณ์จริงๆ เลยค่ะ

กระทู้นี้ก็จบเพียงเท่านี้ค่ะ ถ้าเกิดว่ามีขั้นตอนไหนผิดพลาดยังไง สามารถแนะนำได้เลยนะคะ

เราเองไม่ใช่ช่าง หรือเชี่ยวชาญอะไร ถ้ามีอะไรผิดพลาด ต้องขออภัยด้วยค่ะ _/|\_

ขอบพระคุณที่เข้ามาอ่านกันนะคะ ^_^

You Might Also Like...

No Comments

    Leave a Reply